กว่าจะได้ชื่อว่าดอกเตอร์ ดอกเตอร์ (What It Takes to Become a Doctor!)

วันนี้ได้อ่านบทความผ่านตาจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ สำหรับนักศึกษา PhD ก็คงไม่มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจสำหรับเราเท่ากับเรื่องที่เกี่ยวกับ PhD🙂

มีน้องท่านนึงโพสต์บทความจากนิตยสารกุลสตรี ที่เขียนโดย ดร.ฉัฐไชย์ ลีนาวงศ์ และ ดร.พรฤดี เนติโสภากุล เห็นว่าน่าสนใจจึงขอนำมาแบ่งปันต่อที่นี่ค่ะ

กว่าจะได้ ชื่อว่า ดอกเตอร์ (What It Takes to Become a Doctor!)

คำที่สังคมส่วนใหญ่ยกย่อง ให้เกียรติว่าเป็นผู้รู้ ผู้เก่งกาจ แต่กว่าจะได้มาซึ่งคำๆ นี้ “ดอกเตอร์” จะต้องผ่านความยากลำบากต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละสิ่ง ต่างก็เป็นความยากลำบากที่สร้างให้ผู้จะเป็น “ดอกเตอร์” ได้มีคุณสมบัติ ดอกเตอร์(= ลักษณะที่ดี) ครบถ้วนอย่างที่ “ดอกเตอร์” พึงจะมี ซึ่งในสังคมไทย อาจมีบ้างที่ลืมเลือนกันไปแล้วหรือบ้างก็มองข้ามไป ผู้เขียนจึงอยากนำลักษณะที่ดีเหล่านี้มาย้ำเตือนให้กับผู้ที่ฝันอยากเป็น “ดอกเตอร์” ให้ช่วยกันนึกถึงไว้ก่อนจะตัดสินใจเดินทางเข้าสู่กระบวนการสร้าง “ดอกเตอร์” ในอนาคต

1. ค้นหาตัวตน (Search Your Soul)

ก่อนการออกเดินทาง ควรต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเราเป็นผู้ที่เหมาะสมจะเรียนปริญญาเอกหรือไม่ มีอุปนิสัยชอบค้นคว้า ชอบเรียนรู้ เป็นนักวิชาการจนเพื่อนๆ ล้อว่าเป็น “นักวิชาเกิน” หรือชอบถามคำถามชั้นแอดวานส์ ถามจนเป็นเจ้าหนูจัมมัยหรือไม่ และพร้อมที่จะเป็น “นักเรียน” ไปตลอดชีวิตหรือไม่

จงถามตัวเองก่อนว่าเป้าหมายในชีวิตเราคืออะไร อย่าไปคิดว่าปริญญาเอกเป็นใบเบิกทางที่จะนำความสุขความสำเร็จมาสู่ชีวิตเราได้ ถามตัวเองว่าเราเรียนปริญญาเอกไปเพื่ออะไร อย่าเรียนไปเพื่อเพื่อเป็นไม้กันหมาหรือยันต์กันผี อย่าเรียนเพียงเพื่อต้องการตอบสนองความคาดหวังของสังคมและคนรอบข้าง อย่าเรียนแค่เพื่อนำกระดาษแผ่นเดียวมาประดับบารมี ถ้าเป็นคนที่ไม่รักการเรียนก็ไม่ควรมาเรียนอย่างยิ่ง เพราะ “ดอกเตอร์” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ ยิ่งเรียน ยิ่งลึก ยิ่งรู้ก็ยิ่งมีให้รู้อีกต่อไปเรื่อยๆ แม้เมื่อเรียนจบได้รับปริญญาแล้ว ก็ยังต้องติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนั้นๆ ไปตลอดชีวิต

คนจะเรียน “ดอกเตอร์” ต้องมีความอยากรู้ ต้องมี Passion อย่างมากกับงานกับเรื่องที่สนใจ ถ้าไม่มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่เลยสักนิด ก็ไปทำงานดีกว่า สนุกกว่า ได้พบปะผู้คนมากกว่า ได้เพื่อนมากกว่า ได้ทำประโยชน์กับผู้อื่นและสังคมมากกว่า และไม่เสียเวลาในชีวิตด้วย

2. ค้นหาข้อมูล (Dig up the Data)

ก่อนจะเข้าศึกษาหลักสูตรดอกเตอร์ ต้องเสาะหาข้อมูลว่ามีสถานศึกษาใด เปิดรับปริญญาเอก สาขาที่เราสนใจบ้าง หลักสูตร โปรแกรม ประเทศ ใช่อย่างที่อยากได้หรือไม่ ค้นหาดูว่ามีผู้เชี่ยวชาญ ปรมาจารย์ อยู่ที่ใดบ้างและมีงานวิจัยใดที่เตะตาเรา ตรงกับความสนใจของเราบ้าง

เนื่องจากการเรียนในระดับนี้ อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor) สำคัญมาก ดังนั้น เราจำต้องดั้นด้นเสาะหาอาจารย์ผู้ที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาขั้นสูงให้เราได้ อุปมาเหมือนดั่งในหนังจีนกำลังภายใน ที่พระเอกอาจต้องเสาะแสวงหาผู้เยี่ยมยุทธ์ เมื่อพบแล้วก็อาจต้องคุกเข่าตากฝนอยู่อีกหลายวัน เพื่อวิงวอนให้ท่านรับเป็นศิษย์ เช่นเดียวกับการค้นหาอาจารย์ที่ปรึกษา อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้จักกัน กว่าจะคลิ๊กกัน อาจต้องเข้าไปพบหรืออีเมลคุยกันบ่อยๆ โชว์ประวัติผลงาน และความสามารถของเราให้อาจารย์เห็นว่าเราเหมาะสมจะมาเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิที่จะผูกพันกันไปอีกยาวนาน

3. ฝึกฝนตนเอง (Prepare & Practice)

เมื่อเริ่มรู้แล้วว่า เราต้องการเข้าเรียนที่ใด ก็ต้องศึกษา Requirements ของแต่ละที่ให้ดีว่าเขาต้องการอะไรบ้างในการคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียนในอดีตที่ควรต้องยอดเยี่ยม คะแนนสอบ Standard Tests ต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ (TOEFL, IELTS) หรือความถนัดเฉพาะด้าน (GRE, GMAT)

อุปสรรคของคนไทยส่วนใหญ่สำหรับการศึกษาขั้นสูงก็คือภาษาอังกฤษ วิธีฝึกฝนที่ดีที่สุดคือ การ “จุ่ม” ตัวเองลึกลงไปในภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ลืมตาจนถึงหลับตา ฟัง พูด คิดเป็นภาษาอังกฤษ ฟังแล้วพูดตามซ้ำๆ ย้ำๆ จนซึมเข้าไป ตั้งนาฬิกาปลุกเป็นช่องข่าวภาษาอังกฤษ พกหนังสืออ่านเล่นเป็นภาษาอังกฤษไปนั่งอ่านระหว่างนั่งรอทำเรื่องต่างๆ อ่านหนังพิมพ์ภาษาอังกฤษ ฟังเทปฝึกฝน เขียนบันทึกส่วนตัว ท่องเว็บ เขียนอีเมล ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ฝึกท่องศัพท์ใหม่ วันละหลายๆ คำ และนำไปใช้งานทันทีไม่นานภาษาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

นอกจากนี้หลายๆ อย่างที่ก็ต้องการ Recommendation หรือใบรับรองจากผู้ที่รู้จักเรา เช่น อาจารย์ที่เคยสอนในวิชาที่เราเรียนได้ดีมาก อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ของเรา ผู้ที่เคยร่วมงานวิจัยกับเราอย่างใกล้ชิด ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างที่เห็นแววความสามารถของเรามาก่อน จริงอยู่ ตำแหน่งของคนเหล่านั้น ยิ่งสูงมากก็ยิ่งมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมาก แต่ถ้าเขาไม่รู้จักเราดี Recommendation ที่ได้ก็อาจไม่มีค่าอะไรเลยก็ได้ และถ้าเรามีผลงานดีเด่นอะไรมาก่อน ก็ควรต้องส่งเข้าไปให้เขาพิจารณาด้วย จะมีโอกาสได้เข้าเรียนมากขึ้น

4. มีวินัย (Self Discipline)

กระบวนการให้ได้มาซึ่งคำว่า “ดอกเตอร์” นั้น จะช่วยการจัดระเบียบทางความคิด ให้เรารู้จักวิเคราะห์และวิพากษ์สิ่งที่ได้เรียนรู้มา รู้จักแยกแยะ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ลองเลียนแบบสิ่งเก่า ทำตามรู้ซิว่าจริงมั้ย ถ้าลองปรับเปลี่ยนตัวแปรบางอย่างแล้ว มีอะไรเปลี่ยนไปมั้ย ต้องลองสังเคราะห์ด้วยวิธีการต่างๆ ดู ปรับเปลี่ยนทดลองอย่างเป็นระบบ จดและจัดระเบียบความรู้ที่ได้เรียนรู้ จดที่ไปที่มา ไม่ใช่ไปเรื่อยๆ เรื่อยเปื่อย คนเรียนดอกเตอร์บางคนมีคุณสมบัติพร้อม ครบถ้วน แต่เรียนไม่จบ เพราะขาด “วินัย” ทำไปเรื่อยๆ ก็ลึกไปเรื่อยๆ เป้าหมายก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบไม่ลง

เราจำเป็นต้องรู้อย่างยิ่งว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร ต้องรู้จักจัดสรรเวลา จัดการกับชีวิตทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัวให้ดี ต้องมี “วินัย” ในตัวเอง แยกแยะเป็นว่าควรทำอะไรก่อนหลัง แบ่งเวลาเรียนเวลาเล่นให้เหมาะสม พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องทุ่มเทโฟกัสกับการเรียน ตั้งใจฝึกฝนตนเอง เข้าคลาสเรียนไม่ขาด ร่วม Discuss เสนอความเห็นต่างๆ ทบทวนทำการบ้าน เข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ

5. ทำงานได้ในทุกที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ (Able to Work 24/7)

ลักษณะที่ดีอีกอย่างของดอกเตอร์ก็คือ ต้องเป็นนักคิดพร้อมที่จะทำงานถึงขั้นที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Sleep on It” คือ กินนอนอยู่กับงาน ใช่…เราจะต้องมีวินัยในตนเอง จัดสรรเวลาให้เป็น แต่ในหลายครั้ง ชีวิตประจำวันกับการเรียนก็เป็นสิ่งที่แยกกันยาก ออกไปเที่ยวเล่นพักผ่อนอยู่ดีๆ กลับปิ๊งเกิดไอเดียใหม่ๆ เรื่องงานขึ้นมาซะงั้น นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ที่เรียนดอกเตอร์จำนวนมาก

การเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ อาจช่วยให้สมองผ่อนคลาย ดีกว่านั่งคิดหัวแตกไม่เกิดประโยชน์อยู่ในห้อง ทีนี้ระหว่างเที่ยวหรือทำอะไรอย่างอื่นอยู่ พอเกิด Idea ใหม่ปุ๊บ ก็ต้องจดไว้ปั๊บ บันทึกไว้ในทันที แล้วรอนำไปขายผล ขยายรายละเอียด ต่อในภายหลัง ต้องฝึกที่จะสามารถทำงานได้ในทุกสถานการณ์ ทุกที่ ทุกเวลา

6. แสดงตนว่าพร้อม (Get Ready to Rumble)

ด่านมหาโหดอีกอันหนึ่งที่จะทดลองเราว่าเหมาะจะเป็น “ว่าที่ดอกเตอร์ (Ph.D. Candidate)” หรือยัง ก็คือการสอบวัดคุณสมบัติ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกได้หลายอย่าง เช่น Ph.D Preliminary Exam หรือ Qualifying Exam (Q.E.) ซึ่งการสอบตรงนี้มักจะเป็นการสอบหลายวิชาออกโดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกในสาขานั้นๆ เรียกได้ว่า ผู้เข้าสอบต้องรู้จักที่จะ “รวบรวมความคิด เพื่อพิชิตรวมมิตรข้อสอบ”

โจทย์ที่ให้มา จะไม่ใช่ท่องจำ หรือเหมือนข้อสอบที่สอบขณะเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท แต่เป็นโจทย์วิเคราะห์ที่ต้องการวัดทั้งความแม่นยำเชิงวิชาการ และความสามารถในการแก้ปัญหาที่ยากๆ ด้วย ส่วนใหญ่ให้สอบแก้ตัวได้ไม่เกินสามครั้ง ในต่างประเทศ ก่อนสอบ Q.E. เขาจะเรียกนักศึกษาดอกเตอร์ว่า Ph.D. Student ต่อเมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะปรับฐานะขึ้นเป็น Ph.D. Candidate เป็นการประกาศว่าเราพร้อมแล้วที่จะเริ่มลุยงานวิจัยอย่างจริงจัง นักศึกษาทั้งไทยและเทศตกม้าตายในชั้นนี้ กลับบ้านมือเปล่า (Go Home Empty Handed) กันมาไม่น้อย

7. รอบรู้งานเก่า (Be Thorough)

ถ้าเปรียบการสอบในข้อที่แล้วเป็นการสร้างให้ว่าที่ดอกเตอร์ต้องรู้กว้าง (Breadth) งานในชั้นนี้ก็จะเป็นการฝึกให้ว่าที่ดอกเตอร์ต้องรู้เชิงลึก (Depth) ในงานวิจัยที่สนใจ โดยเฉพาะว่าที่ดอกเตอร์ต้องเรียนรู้ที่จะรอบรู้ ต้องรีวิวงานเก่า (Literature Review) เป็น ต้องอ่านอย่างละเอียดลออถี่ถ้วน ไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านผ่านๆ ต้องรู้จักวิเคราะห์สังเคราะห์ (Analyze-Synthesize) มองหาความเหมือนและความแตกต่าง (Compare-Contrast) ให้เป็น ต้องรู้ว่าใครทำอะไรไปแล้วบ้าง ใครกำลังทำอะไรอยู่ ในสาขาวิจัย (Research Field) ไม่ลอกงานแบบก็อบบี้คำพูดเขามา แต่ถ้ายังต้องการคงถ้อยคำเดิมไว้ ก็ต้องใส่ไว้ภายใต้เครื่องหมายคำพูด (Quote) พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าใครกล่าวไว้ ต้องให้เครดิต (Credit) ผู้ทำมาก่อนเสมอ แม้เราจะนำมากล่าวในมุมของเราเองก็ตาม เรื่องนี้ต้องระวังมาก พลาดครั้งเดียวอาจเป็นตราบาปไปจนตาย

8. รังสรรค์งานใหม่ (Be Original)

ลักษณะที่ดีอีกอย่างของดอกเตอร์ นอกจากต้องรอบรู้งานเก่าอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะต้องสามารถริเริ่มรังสรรค์งานใหม่ได้ด้วย (Initiate Innovative Ideas) งานใหม่นั้นต้องไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน และที่สำคัญกว่านั้นอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีคุณค่า (Contribution) ต่อสังคม (Research Community) จึงจะสามารถนำมาเป็นงานวิจัยวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก (Ph.D. Dissertation) ได้ ถ้าเป็นไอเดียใหม่ก็จริง แต่ผิดมนุษย์มนา ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม ก็ใช้ไม่ได้ เพราะการจบหนึ่งดอกเตอร์ เป็นเสมือนการสร้างสิ่งใหม่อย่างหนึ่งไว้กับโลก ในกระบวนการเรียนดอกเตอร์ เมื่อผ่านมาถึงจุดที่มีงานใหม่ ผ่านการทดสอบไอเดียแล้วว่าใช้ได้ ก็จะต้องเข้าทำการสอบป้องกันหัวข้อวิทยานิพนธ์ (Dissertation Proposal Defense)

9. เป็นอภิชาตศิษย์ (Move Forward)

“อภิชาตศิษย์” หมายถึง ศิษย์ที่เก่งกว่าครู ยอดเยี่ยมกว่าครู และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเป็นศิษย์ที่ดี มีกตัญญูกตเวทีต่อครู โลกจะก้าวหน้าไปได้ คลื่นลูกหลังต้องแซงคลื่นลูกหน้า ว่าที่ดอกเตอร์ต้องฝึกที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษา กรรมการสอบ หรือผู้เชี่ยวชาญ ต้องรู้จักประสานความต่าง เติมต่องอกงานใหม่ ยอมงอไม่ยอมหัก แม้ว่าจะมีความเคารพเทิดทูนบูชาครูอย่างเต็มเปี่ยม แต่ในเชิงวิชาการ ต้องเป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าถกเถียง กล้า Debate บนหลักการและเหตุผล อาจารย์ที่ปรึกษาก็เป็นเสมือนพ่อแม่ทางการศึกษา (The Past Defines the Present)

เมื่อไหร่ที่อาจารย์มีท่าทีนับถือคุณเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เริ่มฟังความเห็นและเห็นด้วยกับเรา เริ่มชวนเราออกไปสังสรรค์ ทานข้าวกับครอบครัว เมื่อวันนั้นมาถึง ก็เป็นเหมือนสัญญาณว่าคุณพร้อมจะเข้าสอบขั้นสุดท้าย คือ การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์นั่นเอง (Final Dissertation Defense)

10. พร้อมที่จะยืนอยู่บนความคาดหวังของสังคม (Ready to Live Up to People’s Expectation?)

ในเมืองไทย เราเรียกการสำเร็จการศึกษาว่า “จบ” แต่ฝรั่งเขามีคำเรียกว่า “Commencement” ซึ่งแปลว่า “เริ่ม” แสดงถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในด้านการศึกษา การสำเร็จได้มาซึ่งปริญญา “ดอกเตอร์” เป็นเพียงฉากจบของชีวิตหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ชีวิตหนึ่งสิ้นสุด อีกชีวิตหนึ่งกลับเพิ่งเริ่มขึ้น ชีวิต “ดอกเตอร์” ชีวิตที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากสังคม ใครๆ ก็ว่าดอกเตอร์เป็นเทวดา (…?) ดอกเตอร์ทำได้ทุกเรื่อง ดอกเตอร์รู้ทุกอย่าง เก่งทุกด้าน ภาษายอดเยี่ยม วิชาการเป็นเลิศ แต่จริงๆ แล้ว ดอกเตอร์ก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง เกิด แก้ เจ็บ ตาย ทุกข์ สุข โง่ ฉลาด ถูก ผิด อ่อนแอ เข็มแข็ง เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป

อย่ามีอัตตา ดังนั้น (Ego) อย่าลืมว่าเราก็มีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่รู้ ถ้าเป็นในเรื่องวิชาการที่เราเชี่ยวชาญ ก็ต้องกล้าแสดงความคิดเห็นให้เต็มที่ แต่ก็จงอย่าลืมรับฟังความคิดเห็นคนรอบข้างด้วย จำไว้ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ยิ่งคนยกย่องเราว่าเป็นดอกเตอร์ก็ยิ่งต้องรู้จักถ่อมตน “The higher place you are, the more humble you should be!” เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “Doctor of Philosophy (Ph.D.)” ซึ่งใช้เรียกปริญญาเอกนั้น มีความหมายว่า “นักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม” เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา และดำรงตนอยู่ในความดีงาม ผู้ที่ประพฤติตนได้เช่นนี้เท่านั้น จึงจะเหมาะสมกับคำนำหน้าชื่อว่า “ดอกเตอร์” ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมีปริญญา “ดอกเตอร์” ห้อยท้ายหรือไม่ก็ตาม…

จากนิตยสารกุลสตรี ปีที่ 39 ฉบับที่ 937 ปักษ์หลังมกราคม 2553

5 thoughts on “กว่าจะได้ชื่อว่าดอกเตอร์ ดอกเตอร์ (What It Takes to Become a Doctor!)

  1. อ่านแล้วอยากจะเป็นลม สู้ๆนะคะอาจารย์ ^^”

    1. ขอบคุณแฟนคลับทั้งสอง เราจะสู้เพื่ออนาคตของชาติไทย🙂

  2. ขอบคุณครับ กำลังพยายามให้พร้อมแบบนี้ แต่ต้องเตือนตัวเองให้หาอ่านวันละเรื่องจาก SCOPUS แต่ลืมจดว่าหาไปเพื่ออะไร พออ่านตรงนี้เลยต้องมี note ไว้จดแล้ว ขอบคุณครับ

  3. ขอบคุณที่เห็นคุณค่าของบทความนี้นะครับ
    รศ.ดร.ฉัฐไชย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s