NHS Experience เล่นจริง เจ็บจริง

ตั้งท่าว่าจะ..ว่าจะ.. มาหลายเพลา ว่าจะแบ่งปันประสบการณ์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่แดนผู้ดี เชื่อว่าคนไทยหลายๆคน ทั้งที่มาเรียนและที่มาทำงานที่อังกฤษคงไม่ได้มีโอกาสเป็นผู้โชคดีได้เข้าไปเดินเล่นในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลดังเช่นที่เราได้รับโอกาส (และเชื่อว่าก็ไม่มีใครอยากจะได้รับโอกาสนี้)

หลังเหตุการณ์ผ่านมาสักระยะ จึงขอเล่าสู่กันฟัง จุดประสงค์หลัก ก็เพื่อเก็บไว้อ้างอิงส่วนตัวและเผื่อวันหนึ่งวันใดอาจจะเป็นประโยชน์แก่คนที่อาจจะได้รับโอกาสเป็นผู้โชคดีเช่นเดียวกับเรา ก็จะได้ไม่เปิ่นเป๋อเฉกเช่นที่เราได้เผชิญมา

ระบบการรักษาพยาบาลที่อังกฤษ หรือที่เรียกว่า NHS (National Health Service) [1] แตกต่างกับระบบการรักษาพยาบาลของเมืองไทยในหลายๆด้าน แต่ถ้าจะเทียบง่ายๆ ก็ให้มองว่า NHS คล้ายคลึงกับสวัสดิการประกันสังคมของบ้านเรา (ย้ำก่อนว่าที่ให้เทียบเพื่อจะให้ลองนึกภาพคร่าวๆออก แต่จริงๆแล้วระบบการรักษาพยายาลที่นี่กับเมืองไทย ต่างกันมากโข ซึ่งคงไม่ได้เจาะลงไปลึกว่าอะไรดีกว่ากัน)

ระบบ NHS นี่เป็นสวัสดิการที่มีให้กับผู้ที่พำนักที่อังกฤษทุกคน รวมถึงนักศึกษาต่างชาติด้วย ซึ่งถ้าไม่ได้เจ็บป่วย เราก็คงไม่เสียเวลามานั่งนึกถึงระบบรักษาพยาบงพยาบาลอะไรนี่หรอก
แต่ไม่รู้ว่าเป็นบุญหรือกรรมส่วนตัวของอิชั้น ที่ไม่ว่าจะเดินทางไปพำนักในประเทศไหน ถ้าหากเกินอาทิตย์ต้องเป็นอันได้ไปโรงหมอ ตระเวนมาแล้วทั้งยุโรปและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอาการเป็นไข้ ภูมิแพ้ หรืออาการบาดเจ็บเล็กน้อย และอังกฤษก็หนีไม่พ้นมนต์ดำอันนี้

เล่าถึงอาการคร่าวๆของเรา

Day 1: เริ่มปวดท้องตอนวันพุธที่ 14 มีนาคมบ่าย ตอนเย็นๆ ก่อนกลับบ้านก็เลยตัดสินใจไปหาหมอ (ที่นี่เรียกหมอที่ตรวจโรคทั่วไปว่า GP- General Practitioner) เดินโอดโอยไปถึง Health Centre แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้ไม่มีหมอให้มาใหม่วันพรุ่งนี้ (คือวันพฤหัส) โดยให้มาเข้าคิวรอ เริ่มเปิดทำการ 8.30 น. (//ตอนนั้นคิดในใจว่าถ้าหายปวดชั้นก็ไม่กลับมาให้เสียเวลาหรอก)

Day 2: จนเช้าวันพฤหัสอาการก็ยังไม่ดีขึ้น มันปวดแบบลำไส้บิดตัว ก็เลยตัดสินใจเดินไปหาหมออีกรอบGP เปิดทำการ 8.30 เราไปถึงตั้งแต่ 8 โมง เป็นคิวแรก อีกสักพักก็มีคนไข้มารออยู่หน้าประตูอีก 2-3 คน (//ขอนินทานิดหน่อย ว่าที่นี่ค่อนข้างระเบียบกับเรื่องเวลามาก ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเปิดทำการ 8.30 และมีป้ายติดว่าเปิดทำการ 8.30 ต่อให้เราไปยืนรอก่อนทั้งหนาวเหน็บอย่างไรทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่เปิดประตูให้ เราไปยืนรอด้วยความอดทน (ทำเป็นนางเอกไปงั้น) สักพักมีน้อง (น่าจะเป็นนักศึกษาปริญญาตรี) มากับเพื่อนที่เหมือนจะเป็นหวัด เพื่อนผู้ป่วยมองเห็นเจ้าหน้าที่มาทำงานแล้ว แต่ไม่ยอมเปิดประตูให้คนไข้ไปนั่งรอ ก็คงสงสารเพื่อน เดินไปเคาะประตูโป๊กๆ พนักงานข้างในก็มองแบบส่งสายตาเย็นชา ประมาณว่า เธอจะเคาะหา.. เหรอ (ร้องเพลงของเท่งประกอบไปด้วยก็ได้) แต่พอ 8.30 ปุ๊บ เค้าก็มาเปิดประตูให้ปั๊บ พร้อมส่งยิ้มหวานว่า รอนานไหมจ้ะเด็กๆ)

ลืมบอกไปว่าคนที่อยู่ที่นี่จะสามารถเลือก GP ได้ตามความสะดวก ไม่ว่าจะเลือกแบบใกล้บ้าน หรือเลือกแบบใกล้ที่ทำงาน [2] หรือหากไม่พอใจก็สามารถเปลี่ยน GP ได้ (แต่ขั้นตอนจะเป็นอย่างไรก็ลองศึกษากันดูนะคะ) สำหรับนักศึกษาที่มาเรียนที่ยอร์กก็จะเป็นที่รู้กันว่า GP ที่สะดวกที่สุด ก็คือออฟฟิศที่อยู่ในมหาวิทยาลัย .. ก่อนที่จะป่วย เราก็เข้าใจว่าหมอหรือบุคคลากรที่ Health Centre เป็นคนของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อป่วยแล้วถึงได้เข้าใจว่าจริงๆ GP เป็นทีมของแพทย์ที่มารวมตัวกันเปิดให้การรักษา (อุปมาคล้ายดั่งว่าเป็นเหมือนคลีนิกในบ้านเรา) แต่ผู้ป่วยที่มารักษาไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะ NHS เป็นคนจัดสรรเงินให้กับ GP อีกที [3]

กลับมาที่เรื่องของเรา หลังจากรอหมอ แม้ว่าจะเป็นคิวแรก แต่กว่าจะได้เข้าไปเจอหมอ ก็เกือบๆ 9 โมงเช้า ที่นี่เจ้าหน้าที่ จะแค่ทำหน้าที่เรื่องเอกสารเท่านั้น โดยปกติ คนไข้ที่มาหา GP จะมาตามใบนัด แต่ว่าจะมีช่วงเช้าของบางวันที่จะเป็น Walk-In session แบบเดินเข้าไปรอ ซึ่งการรักษาของเราวันนี้ก็เป็นแบบวอล์คอินเหมือนกัน ไปถึงเคาท์เตอร์เจ้าหน้าที่ก็จะถามจุดประสงค์ว่ามาทำไม มาหาหมอเพราะไม่สบาย หรือมาเรื่องคุมกำเนิด (อ๊ะ ไม่ได้ล้อเล่นนะ แต่ที่นี่ยาคุมกำเนิดไม่สามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยา พอดีว่าเรามีเพื่อนเป็นสามีภรรยาชาวไทย ก็เลยได้ความรู้ว่า หากต้องการยาคุมฯ ก็ต้องติดต่อ GP เพื่อรับใบสั่งยา (prescription) และพอได้ใบสั่งยาแล้วก็เอาใบนี้ ไปรับยาได้ตามร้านขายยา ปกติก็จะเป็นที่ boots โดยไม่ต้องเสียเงิน ส่วนสำหรับฝ่ายชายถุงยางอนามัยมีให้หยิบฟรี เค้าบอกว่าทั้งที่ GP และตามสโมสรนักศึกษา และก็มีขายตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป)

เข้าเรื่องต่อ .. หลังจากแจ้งข้อมูล หลักๆ เจ้าหน้าที่จะถามวัน เดือน ปีเกิด ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ (//ไว้มีเวลาจะเล่าเรื่องระบบการบริหารรหัสไปรษณีย์ที่จะเชื่อมกับหลายๆอย่างในชีวิตอีกที) พอเวลาจะเข้าตรวจ หมอหรือ พยาบาล จะเดินออกมาจากห้องตรวจมาขานชื่อผู้ป่วยบริเวณโถงที่นั่งรอด้วยตัวเอง ดังนั้น เราจะได้เห็นหน้าหมอ ก่อนที่หมอจะได้เห็นหน้าเรา หลังจากได้ยินเสียงเรียกหา “มิสชมนมพัน” (ก็เค้าออกเสียงแบบนี้จริงๆ) เราก็ขานรับ จับมือทักทาย คุณพยาบาลก็แนะนำตัว ถามว่าเราเป็นอย่างไรบ้าง (แต่ก็คงไม่ได้หวังว่าเราจะให้คำตอบว่าเราสบายดีหรอกนะ) แล้วจากนั้นเราก็ตามพยาบาลต้อยๆเข้าไปห้องตรวจ ลืมบอกไปว่า เมื่อบอกว่าพยาบาล มโนภาพของคุณๆท่านๆ อาจจะคิดถึงหญิงสาวเอวบางร่างสะโอดสะองสวมชุดขาว .. เปล่าเลย พยาบาลของเรา คือ ชายมีอายุ บุคลิก(สำหรับเรา) ดูเหมือนเป็นนักวิทยาศาสตร์มากกว่าที่จะเป็นพยาบาล ก็ถามอาการเราเบื้องต้น หลังจากรายงานอาการให้พยาบาลทราบ พยาบาลก็จะขออนุญาตพาเราขึ้นเตียง เตียงก็จะคล้ายๆเตียงในเมืองไทย แต่ไม่มีผ้าขาวคลุมเตียงแต่จะเป็นกระดาษคล้ายๆ แนปกินขนาดใหญ่เท่าเตียงมารองเตียงอีกที (เราคาดกว่าคงเป็นแบบใช้ครั้งเดียว เพราะก่อเราขึ้นไปมันเรียบมากหลังจากลงจากเตียงมันก็ยับขยุกขยุย) หลังจากฟังอาการพร้อมกดๆ ท้องเรา พยาบาลก็ถามว่า คุณท้องหรือเปล่า (แง๊ว) เราก็บอกว่าไม่ค่ะ จากนั้นพยาบาลก็บอกว่า เคสนี้เค้าไม่สามารถสรุปได้ คงต้องรอเจอหมอ (ตอนนั้นเราเริ่มจะโวย เพราะเข้าใจว่าต้องมาอีกรอบ พยาบาลอาจจะเห็นหน้าเรา เลยบอกว่า เดี๋ยวได้เจอเลย ออกไปรอข้างนอกใหม่ แล้วเค้าจะทำคิวให้ .. เราเลยยิ้มได้พร้อมความเจ็บปวด)

ออกมารอสักพัก ไม่ถึง 10 นาที คุณหมอ ก็มาเรียกเราเข้าพบ หมอคนแรกในชีวิตที่อังกฤษคือหมอ Wallam [4] หมอก็ถามอาการ ถามว่าเครียดไหม หรือมีสิทธิ์จะท้องไหม (อีกแล้ว) เราก็ตอบว่าไม่ จากนั้น หมอก็ให้เรานอนทอดกายบนเตียง ถลกเสื้อขึ้น ดึงกางเกงลง (อย่าคิดในทางมิดีนะจ๊ะ) ก่อนจะให้ถลกเสื้อกับกางเกงคุณหมอจะบอกอาณาเขตที่ต้องการชัดเจนว่าแค่ไหน ไม่ต้องมากไปกว่านั้น จากนั้นก็กดท้อง เอาหูฟังมาฟังเสียงท้อง จากนั้นก็บอกว่า เดี๋ยวหมอจะตรวจเลือด แล้วก็นัดไปอัลตราซาวด์ (เจ๊ยยย) เราก็ถามหมอว่าเป็นอะไร หมอก็พูดกลางๆ ว่ายังสรุปไม่ได้ รอผลเลือดกับอัลตราซาวด์แล้วกัน เราก็ถามต่อว่า แล้วหากตอนนี้ถ้าปวดไม่หายจะทำอย่างไร หมอก็บอกว่าให้เรา  ‘keep it simple, if you feel pain you can take @#’#’%^%&*$&%’ คือตอนนั้นฟังไม่ออกว่าหมอพูดว่าอะไร ยาอะไรของหมอกันเนี่ยะ เลยบอกให้หมอจดให้หน่อย หมอจดและยื่นกระดาษให้เรา ขำแทบแย่ มันคือ พาราเซตามอล (paracetamol) แต่ตอนหมอพูดมันฟังไม่ออกว่าเป็นพาราฯ เลยอ่ะ (เซ่อมาก)

พอออกจากห้องหมอ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เดี๋ยวสามารถเจาะเลือดได้วันนี้เลย ส่วนอัลตราซาวด์ก็ต้องรอจดหมายนัดส่งไปที่บ้าน

ตอนเจาะเลือดก็แทบแย่ ตั้งแต่เจาะเลือดมาเป็นสิบหน (รวมตอนบริจาคโลหิต) ไม่เคยมีกรณีที่พยาบาลหาเส้นเลือดไม่เจอ แต่มาที่นี่คุณพยาบาลด้นนานมาก เราถามว่าทำไมนาน แกบอกเส้นเลือดหายไป แล้วก็ด้นๆเข็มเข้าไป คือ เจ็บมาก เป็นครั้งที่เจ็บที่สุดตั้งแต่เจาะเลือดมา จึงขอสดุดีว่าพยาบาลไทยมือเบามาก (อืม จริงๆ พยาบาลที่เมืองจีนก็มือเบาเหมือนกัน เคยไปฉีดยาที่จีน พยาบาลฉีดยามือเบามากจนไม่รู้ว่าฉีดไปแล้วอ่ะ .. หรือว่าเป็นกลลวงของชาวจีน จริงๆ ไม่ได้ฉีดแต่ทำเป็นฉีด – ฮาฮา)

จากนั้นก็ออกมาที่เคาท์เตอร์ ก็ถามว่าผลเลือดจะได้เมื่อไหร่ เจ๊เจ้าหน้าที่แกก็บอกว่าก็อ่านในเอกสารสิคะ .. อืม ในเอกสารก็บอกว่าผลเลือดจะส่งไปภายใน 4-5 วันทำการ เราก็ถามว่าแล้วเราต้องทำยังไงต่อ เค้าก็บอกคุณกลับบ้านได้

วันนั้นก็เลยไปนอนปวดต่อที่บ้าน – ระหว่างนั้น (เนื่องจากว่างมาก) เริ่มคิดมาก และเริ่มเปรียบเทียบกับประสบการณ์ที่เจอ เอ..ทำไมหมอต้องเจาะเลือด แล้วทำไมต้องนัดอัลตราซาวด์

ก็นึกได้ว่ามีเพื่อนที่เคยไปหาหมอเพราะปวดท้องเหมือนกัน ก็เลยโทรไปถาม ว่าได้รับการรักษาเหมือนกันหรือเปล่า ปรากฎว่า รายของเพื่อน หมอไม่ได้ทำอะไรเลย ก็รักษาตามอาการได้เลย (แต่ว่าอาจจะเพราะอาการปวดของเพื่อนชัดเจนว่าปวดกระเพาะ) เอาละสิ.. เริ่มกังวล แล้วทำไมของเรา หมอบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร

สามวันผ่านไปก็ยังไม่หาย

Day 6:  วันจันทร์ (19 มีนาคม) พยายามฝืนไปมหา’ลัย แต่ใกล้ๆเที่ยงก็เริ่มปวด คือ อาการปวด มันมาไม่เป็นเวลา แรกๆ ก็หลังอาหาร พร้อมก่อนนอน แต่บางทีก็ก่อนอาหาร บางวันก็ไม่ถ่าย บางวันก็ถ่ายเยอะ ฯลฯ

ทนไม่ไหว โทรไปหาเพื่อนที่เคยไปโรงพยาบาล ถามเพื่อนว่าไปยังไง เพื่อนเลยอาสานั่งแทกซี่ไปเป็นเพื่อน แรกๆ เราก็ปฎิเสธนะ เพราะเกรงใจเพื่อน แต่ว่ามันเป็นช่วงเที่ยงพอดี เค้าไปส่งแล้วก็กลับมาได้เลย ก็เรียกแทกซี่ไปกัน ระหว่างทาง แทกซี่ก็ถามว่าจะไปลงตึกไหน (เอาละสิ) ก็บอกแทกซี่ว่าไม่เคยไป ไปลงตรงไหนมันต่างกันไหม (แบบเผื่อมีสาขานึงทางเหนืออีกอันทางใต้หล่ะแย่เลย) แท็กซี่ก็บอกว่า ไม่ไกลกันมาก งั้นเค้าไปส่งที่ทางเข้าหลักแล้วกัน เราก็เออออไปตามนั้น

ไปถึงเราก็มุ่งหน้าที่เคาท์เตอร์ บอกวันเดือนปีเกิด พร้อมรหัสประจำตัวผู้ป่วย .. เจ้าหน้าที่ถามว่ามีใบนัดไหม เราก็ตอบว่าไม่มี เค้าก็เลยบอกว่า งั้นคุณมาผิดที่แล้ว (แป่ว) ที่ทางเข้าหลักเค้ารับเฉพาะคนไข้นัด หากไม่มีใบนัดให้ไปที่ตึกฉุกเฉิน A&E (Accident and Emergency)

ตึกฉุกเฉิน จริงอยู่ที่อยู่บริเวณเดียวกัน แต่ขอบอกว่า เดินไปไกลมาก เข้าไปก็เจอเจ้าหน้าที่อีก เราเริ่มปวดท้อง ก็จดรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ แล้วฝากเพื่อนรายงานแทน เพื่อเราจะเดินไปนั่ง เจ้าหน้าที่บอกว่า ต้องรายงานด้วยตัวเอง (อ่ะนะ) ก็ให้ข้อมูลสักพัก เจ้าหน้าที่ก็จะวินิจฉัยว่าจะให้เรารอแบบสั้น หรือแบบยาว
เนื่องจากระบบการรักษาของที่นี่ไม่ใช่ first come, first serve มาก่อนรักษาก่อน แต่จะเป็นการวินิจฉัยจากอาการและความเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ต้อนรับก็คงดูคร่าวๆ ว่าอาการหนักมากไหม (เราได้รับคำบอกเล่าว่าหากมาหาหมอต้องเล่นละครเก่งๆ ต้องทำท่าปวดมากๆ ไม่งั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราไปรอในกลุ่มรอนาน) เราก็เตรียมแสดงเต็มที่ แต่พอถึงเวลามันไม่ต้องแสดง เพราะบิดด้วยความปวดสักพักเจ้าหน้าที่คงเห็นใจแกมรำคาญ บอกให้เราไปรอฝั่งสั้น (ซึ่งระยะเวลารอประมาณ 1.5 ชั่วโมงเป็นต้นไป หากเป็นฝั่งรอนาน ก็ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง)

เรานั่งรอประมาณยี่สิบนาที ก็มีพยาบาลมาเรียกเข้าห้องตรวจ (ตอนนั้นดีใจมาก รอแป๊บเดียว) ก็เรียกไปถามอาการ วัดความดัน ปรากฎว่าเป็นแค่การตรวจเบื้องต้น แล้วพยาบาลก็บอกว่า วันนี้มีคนไข้ฉุกเฉินเยอะ อาจจะต้องรอนานหน่อย แล้วก็ปล่อยเรากลับมารอข้างนอกเหมือนเดิม เราทั้งปวดทั้งหิว แต่ที่นี่ หากมาถึงโรงพยาบาลแล้ว ก่อนตรวจเค้าจะไม่อนุญาตให้คนไข้กินอะไร แต่ดันมีตู้ขายน้ำ กาแฟ ขนมตั้งอยู่ในจุดที่รอ (น่าจะสำหรับญาติผู้ป่วย) เรานั่งรอหมออีกประมาณสามชั่วโมง (นี่รอสั้นแล้วนะนี่นะ) หมอก็มาเรียกเราไป

บรรยากาศช่างผิดกันมากมาย ระหว่างเรานั่งรอด้านนอก มันจะเงียบๆ วังเวง คือ คนรอเยอะแต่มันเงียบมาก แต่พอผ่านประตูเข้าไปในห้อง จะเรียกว่าห้องฉุกเฉินก็ไม่ใช่ มันเหมือนกับในโรงพยาบาลเมืองไทยอ่ะ มันดูคึกคักมีหมอขวักไขว่ แต่คุณหมอที่เมืองนี้จะแต่งตัวเหมือนผู้ป่วยที่เมืองไทย หรือมองอีกทีก็เหมือนจะเป็นบุรุษพยาบาลมากกว่าหมอ (คือชุดคุณหมอดูคลับคล้ายกับชุดคนไข้สำหรับโรงพยาบาลบางแห่ง สีเขียวๆฟ้าๆ หน่ะ) วันนี้เราได้เจอกับคุณหมอ Ferguson (จำชื่อจริงไม่ได้) หมอเฟอร์กี้ตรวจเรา แล้วก็ทำหน้างงๆ (เราคิดเอาเอง) แล้วให้เราไปตรวจปัสสาวะ ตอนนั้นนึกในใจว่าไม่ได้ทานอะไรเลย ฉี่ไม่ออก! พยาบาลก็หาน้ำมาให้จิบ (อิชั้นจิบไปสองแก้ว) พร้อมกันนั้นพยาบาลก็เอายาแก้ปวดมาให้เราทาน เพราะไหนๆก็จะจิบน้ำแล้วนี่ แล้วก็เริ่มดำเนินการ พยาบาลเดินมาส่งพลาสติกใส่ปัสสาวะให้เรา (เราไม่แน่ใจว่าระบบที่เมืองไทยจะเหมือนกันทุกที่ไหม แต่ว่าที่ทำงานของเรา เวลาตรวจสุขภาพประจำปีที่จะต้องตรวจปัสสาวะ เจ้าหน้าที่จะให้ขวดพลาสติกขนาดเล็กมาก หากพลาดเป้านี่ก็ต้องรอกันรอบหน้า) แต่พลาสติกที่นี่ใหญ่มาก ประมาณชามข้าวเด็ก คือกะว่าไม่พลาดแน่ จากนั้นก็รอฟังผลเลย หมอบอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับผลปัสสาวะ แต่เพื่อความชัวร์หมอก็บอกว่าเดี๋ยวให้ไป เอกซ์เรย์ดู แล้วก็ส่งเอกสารให้เราถือไปห้องเอกซ์เรย์

ไปถึงห้องเอกซ์เรย์ ที่นี่กว้างขวางดี เครื่องเอกซ์เรย์ (ก็ไม่รู้เหมือนเมืองไทยไหม เพราะปกติจะเคยแต่เอกซ์เรย์กับรถเคลื่อนที่ แล้วให้เรายืนหายใจเข้าออก แต่ที่นี่ให้เรานอน แล้วเครื่องมันเหมือนประมาณเครื่องจักรในสายพานการผลิต มันเคลื่อนที่ไปมามาหาเราได้ ก่อนจะขึ้นไปเอกซ์เรย์ เจ้าหน้าที่ก็ถามตามหน้าที่ว่าเราท้องหรือไม่ เราก็ทำหน้าเหนื่อยหน่าย ตอบว่าไม่ค่ะ แต่ที่นี่เราต้องลงชื่อเป็นทางการว่าหากท้องเค้าจะไม่รับผิดชอบ เราก็ทำท่าทบทวนอ่าน (เผื่อเจ้าหน้าที่ถามอย่าง แต่ให้เซ็นอีกอย่าง) แล้วก็ขึ้นเขียง

รอผลสักพัก หมอก็เรียกเราไปฟังผล ก็บอกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ตอนนี้สิ่งที่จะเป็นไปได้คือสามอย่าง คือ 1. อาการเริ่มต้นของไส้ติ่ง แต่หมอก็คิดว่าจากการตรวจของหมอโอกาสเป็นไปได้น้อยมากๆ 2. คือติดเชื้อทางเดินอาหาร 3. ท้องผูก (เง้อ) จากนั้นหมอก็บอกให้เราไปรับยาที่ตึกกลาง พร้อมส่งใบสั่งยาให้เรา ระหว่างเดินข้ามตึก เพื่อนก็ถามให้เรางงเล่นว่า แล้วเราต้องจ่ายเงินค่ารักษาไหม เพราะว่าหากเรามาตามใบนัด หรือว่า เป็นผู้ป่วยในก็ไม่ต้องจ่ายค่ารักษา แต่ในกรณีของเราเพื่อนก็สงสัย เราก็เลยจากที่ไม่สงสัยเลยเริ่มสงสัย และเริ่มกังวล เกิดหมอคิดค่าตรวจปัสสาวะ ค่าเอกซเรย์ แล้วบ้านนี้เมืองนี้อะไรก็แพง ชั้นไม่ต้องกินแต่ขนมปังเรอะ แต่ก็คิดว่าคงไม่ต้องจ่ายอะไรน้า

ก็อ่านรายละเอียดในใบสั่งยา ก็เห็นมีแต่ตัวยา ไม่มีอะไรที่เขียนถึงการเอกซ์เรย์หรืออะไร ก็บ่นเพื่อนพึมพำว่าจากที่จะป่วยเพราะปวดท้อง คุณเพื่อนเกือบทำเราหัวใจวายเพราะค่ารักษา

จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับไปที่ตึกกลางเพื่อไปรับยา ก็คล้ายๆกับจุดรับยาของโรงพยาบาลในเมืองไทย แต่ว่า มันจะมีเป็นจุดขายยาด้วย ไปถึงเราก็ยื่นไปสั่งยาให้กับเภสัช เภสัชก็ถามว่าเราจะซื้อที่นี่หรือจะซื้อ Over the counter ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจ คิดว่า เค้าให้เราไปซื้อตาม Boots หรืออะไรนั่น แต่ก็ถามเค้าเพื่อความชัดเจนว่าต่างกันอย่างไร (และอะไรแพงกว่ากัน / แพงกว่าเท่าไหร่) คุณเภสัชเป็นสาวแขกออกทางอินเดียเทือกๆนั้น หน้าหวานเชียว แต่สำเนียงฟังยากประกอบกับศัพท์ทางเภสัชฟังแล้วงง (จริงๆ เพราะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษแต่ทำเป็นว่าไม่เข้าใจศัพท์วิชาการ ฮา) แล้วไอ้ over the counter นี่หล่ะ ที่ทำให้เราคิดว่าแล้วมันเคาท์เตอร์ไหน

ตกลงมันก็คือที่เดียวกันอย่างที่เราบอกข้างต้น แต่ว่า ยาที่นี่จะแยกเป็นสองประเภท (ถ้าเราเข้าใจผิดคุณเภสัชที่รู้ระบบที่นี่ก็มาแก้ไขให้ด้วยนะคะ) ประเภทแรกสามารถซื้อได้เอง ประเภทที่สองต้องมีใบสั่งยากำกับเท่านั้นถึงจะซื้อได้ พยาบาลก็บอกว่าของเรายาทุกตัวสามารถซื้อได้เอง ดังนั้นซื้อเองจะถูกกว่า เพราะหากซื้อยาตามใบสั่งยา ราคาจะเป็นราคากลาง ยาทุกตัวคิด 7.4 ปอนด์ [5]  หมอสั่งยา 3 ตัวก็คูณไป แต่ถ้าไปซื้อเอง ราคาไม่ถึงสิบปอนด์ เราก็คิดว่า โอ้ว ห่างกันตั้งเป็นสิบปอนด์งั้นเราซื้อเองดีกว่า เดี๋ยวไปแวะในเมือง เภสัชก็บอก ก็ตรงนี้ไง แล้วเค้าก็เดินไปสามก้าว คือ ตกลงว่ามันที่เดียวกัน แต่มีบริการสองแบบ (เออนะ ทำชั้นงงตั้งนาน)

ได้ยามา ก็มาศึกษาเล็กน้อย พร้อมถามเพื่อนๆที่มีความรู้ทางด้านยา หลักๆ หมอก็ให้ยาแก้ปวด กับยาถ่าย (Movical) (เง้อ) เราก็ลองกินยาถ่าย แต่ก็คิดว่าเราไม่ได้มีอาการท้องผูก เพียงแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนมีมวลสารก้อนใหญ่ฝังอยู่ในท้อง

ผ่านไปคืนนั้นก็ยังไม่หาย คืนนั้นเลยตัดสินใจนัด GP ออนไลน์ [6]  กะว่านัดไว้กว่าจะได้ไปหาจริงคงอีกหลายวัน ปรากฎว่าช่วงนี้หมอว่าง สามารถไปหาได้เลยวันพรุ่งนี้

Day 7: อาการดีขึ้นแฮะ ประกอบกับไม่อยากไปรอ GP เลยยกเลิกคิวออนไลน์

Day 8: มันมาอีกรอบ วันนี้เริ่มมีอาการคลื่นไส้เข้าร่วมด้วย เลยโทรหาเพื่อนให้ช่วยขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล ไปได้ครึ่งทาง เพื่อนถามว่าแล้วต้องเลี้ยวทางไหน เพราะเพื่อนคนนี้เค้าเคยไปโรงพยาบาลหนล่าสุดเมื่อสองปีที่ผ่านมา (แป่ว) แล้วเราเป็นเซียนหลงด้วย แต่ไม่เป็นไร เรามี GPRS ปรากฎว่ามือถือของเรามันไม่สามารถระบุตำแหน่งปัจจุบันได้ เซ็งกันไปสองนาที แลเพื่อนนึกได้ว่ามี tomtom แต่ต้องเสียเวลารอเปิดเครื่องอีกเกือบสิบนาที (เพื่อนเราก็กลัวเราจะแย่ไปก่อน ก็พยายามถามว่าไหวไหมๆ .. เราก็บอกว่าไหว แต่ก็อยากรู้ว่าหากไม่ไหวลุงจะทำอะไรได้)

ไปถึงโรงพยาบาลเราก็ขอให้เพื่อนกลับไปทำงานต่อ เพราะว่าเกรงใจไม่อยากให้มาเสียเวลารอกันนานๆ

แต่ว่าวันนั้นไม่ต้องรอนาน เพราะเดินไปรายงานตัวสักพักก็อาเจียน เจ้าหน้าที่อาจจะเป็นห่วงแกมรังเกียจ เลยส่งเราไปพบหมอในเวลาอันรวดเร็ว แต่เช่นเดิม ก็ได้เจอกับพยาบาลก่อน แต่หนนี้พยาบาลพาเข้าห้องรักษาเพื่อนอนรอหมอได้เลย พร้อมให้เราเปลี่ยนชุดเตรียมออกศึก ชุดคนไข้ที่นี่เป็นผ้าผืนเดียว ผูกด้านหลัง ลมมันเย็นมาก โชคดีที่เราตัวเล็ก เพราะถ้าเป็นคนตัวโตๆ ผ้าจะพักไม่รอบตัว ก็อาจจะต้องเปลือยหลังเปลือยก้นกันทีเดียว

รอหมอเกือบๆชั่วโมงเหมือนกัน แต่ก็นอนรอในห้องรักษา แต่คุณหมอมาดูอาการ ตรวจปัสสาวะ (ตอนนั้นปวด เลยไม่สังเกตสังกาชื่อหมอ) พร้อมดูผลเลือด ที่เจาะไปตั้งแต่เริ่มป่วย ก็บอกว่า เดี๋ยวหมอฉีดยา แล้วให้เรากลับไปรอที่บ้าน หมอจะนัด GP ให้ และบอกว่าถ้าอาการเป็นอย่างนี้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลให้ไปหา GP เพราะว่าที่นี่ (ที่เราไปคือ A&E เค้ารับเฉพาะคนไข้ฉุกเฉิน) คือคุณหมอพยายามชี้ว่า เค้าเข้าใจว่าเราปวดมาก แต่ว่าอาการอย่างเราถือว่าไม่ฉุกเฉิน ดังนั้นหน่วยงานที่เหมาะกับเราคือ GP ไม่ใช่ A&E แล้วก็ฉีดยาเราไปเข็มนึง จากนั้นหมอก็บอกว่า เดี๋ยวบ่ายเค้านัด GP ให้เราแล้ว ชื่อคุณหมอ Wilcox [7]  เราก็กลับไปรอที่มหาลัย (เผื่อเป็นอะไรจะได้มีเพื่อน ก็นั่งโอดโอย ไม่รู้เพื่อนร่วมออฟฟิศรำคาญไหม จากนั้นก็ไปหา GP หมอดูอาการ แล้วก็ตรวจปัสสาวะเรา (อีกแล้ว) แล้วรายงานผลเลือด

ปรากฎว่า ผลเลือดบอกว่าธาตุเหล็กในร่างกายเราอยู่ในระดับต่ำมาก เราทานเนื้อสัตว์บ้างไหม เราก็บอกหมอว่าเราเป็นตัวกินสัตว์เลย (ฮา) แต่ผลเลือดอันนี้มันไม่เกี่ยวกับอาการปวดท้องนะ หมอก็บอกว่า รักษาอาการปวดท้องก่อน เค้าคิดว่าเราติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเล็กน้อย ก็ใบสั่งยามา เป็นยา Nitrofurantoin ก็กินตามหมอสั่งนะ แต่ก็ยังมีอาการปวดๆ หายๆ

หลังจากนั้นเริ่มเสิร์ชหาข้อมูลเองทางอินเตอร์เน็ต ว่ามันคืออะไรแน่ ตอนนี้เท่าๆที่อ่านเจอ โรคที่ตรงกับอาการของเราก็คือ ลำไส้แปรปรวน หรือ IBS [8]  อาการก็คือปวดท้อง ร่วมกับท้องผูก หรือท้องเสียสลับกัน ส่วนสาเหตุก็ยังไม่แน่ชัด อาจจะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรือความเครียด วิธีรักษาก็รักษาตามอาการพร้อมการควบคุมเรื่องการบริโภคและการออกกำลังกาย

ตอนนี้ เราก็ปวดท้องเหมือนเดิม แต่ความถี่ลดลง และความรุนแรงของอาการก็ลดลงมาก แต่ก็ยังรอใบนัดให้ไปตรวจอัลตราซาวด์เผื่อความชัดเจน (ที่หมอบอกว่าคิวตรวจแน่นยิ่งกว่าโปรแกรมโชว์ตัวของอั้มพัชราภา) เราอาจจะต้องรอประมาณสามเดือน

ก็เลยถือโอกาสนี้แบ่งปันประสบการณ์ และข้อมูลเท่าที่เราทราบ ซึ่งข้อมูลไหนหากไม่ตรง ไม่ครบถ้วน หรือผิดพลาด หากอ่านเจอก็ทักท้วงกันมาได้นะคะ จุดประสงค์ของเราอย่างที่บอกข้างต้น ก็เพื่อบันทึกเรื่องของเราเอาไว้อ้างอิง และเพื่อให้ผู้อ่านอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ก็อยากให้เป็นความบันเทิงเจือสาระ ดังนั้นความถูกต้องจึงเป็นที่ต้องการ

ขอให้สุขภาพที่ดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกคนค่ะ

[1] http://www.nhs.uk/Pages/HomePage.aspx

[2] http://www.nhs.uk/servicedirectories/Pages/ServiceSearch.aspx?ServiceType=GP

[3] http://www.camden.nhs.uk/Newsandevents/what-funding-does-your-gp-surgery-get-from-us.htm

[4] http://www.drpriceandpartners.co.uk/about/staff-profiles/dr-tim-d-wallam/

[5] http://www.nhs.uk/NHSEngland/Healthcosts/Pages/Prescriptioncosts.aspx

[6] http://www.drpriceandpartners.co.uk/online-services/

[7]  http://www.drpriceandpartners.co.uk/about/staff-profiles/dr-richard-wilcox/

[8]   http://en.wikipedia.org/wiki/Irritable_bowel_syndrome ; http://www.surachetclinic.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5371099

2 thoughts on “NHS Experience เล่นจริง เจ็บจริง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s